January 28, 2010

เที่ยวสวนสัตว์เขาเขียว จ. ชลบุรี

ช่วงกลับไปเมืองไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายนกับลูกสาวสองคน ได้มีโอกาศพาแม่และหลานไปเที่ยวชลบุรีกัน เลยได้ไปแวะเที่ยว ที่สวนสัตว์เขาเขียวกัน ....ที่นี่ไม่ได้ไปนานแล้ว ครั้งสุดท้ายจำได้ว่า พาลูกๆไปเที่ยวเกือบจะ 10 ปีแล้ว ;-)



เดี๋ยวนี้เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก สวนสัตว์ดูสะอาด ร่มรื่น สัตว์ก็มีให้ดูมากมาย แต่มีบางส่วนที่ยังไม่ปรับปรุงหรือยังมีสัตว์น้อย แต่ส่วนมากมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นดีกว่าเมื่อก่อนมากมาย ค่าบัตรเข้าชมก็ไม่แพง อาหาร-เครื่องดื่มก็ไม่แพง ซึ่งเราเองยังแปลกใจ ว่าอาหารขายไม่แพง ไม่เหมือนไปตามแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อาหาร เครื่องดื่ม ขายกันแพงหูฉี่....ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเล็กๆขอให้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวหน่อยเถอะ ราคาพุ่งเป็นราคาขายในเมืองเลยหล่ะค่ะ ....



ความที่อากาศร้อนมาก ตอนกลางวันแบบนี้ เสือเลยไม่ออกมาเดินให้คนชม แอบหลบในร่มไม่ยอมลุกไปไหนเลย ขนาดคนชมยังร้อนมาก แล้วนับประสาอะไรกับเสือเนอะ...ร้อยเป็นเหมือนนะกันเฟ๊ย...ฮ่าๆๆๆ

ส่วนเจ้าหมีตัวนี้ เห็นพวกเราเดินเข้าไปดู วิ่งเดินออกมาโชว์ตัว พวกเราก็ดีใจ เอออมันมองเห็นพวกเรามันคงดีใจเลยออกมา .....แต่จริงแล้วมันมองว่าเราจะโยนอะไรให้มันกินหรือเปล่า ฮ่าๆๆๆ ดูท่าทางจะหิวมาก มันมองพวกเราไม่ยอมละสายตา พอดีน้องชายซื้อสับปะรดติดมือไป โยนให้มันหิน คว้ามหมั๊บใส่ปากเคี้ยวอย่างอเร็ดอร่อย...คงจะหิวจริงๆแระ....โถ..ขนาดสับปะรดมันยังซัดซะเลย ฮ่าๆๆๆ

เจ้าม้าลายสองตัวนี้ รูปร่างแปลก ตัวเตี้ยๆ สั้นๆ เหมือนลา หรือจะเป็นเพราะมันจัวเล็กอยู่ไม่รู้...มองทีแรกนึกว่าทางสวนสัตว์เค้าผสมพันธ์ใหม่ โดยใช้ ม้าลาย+ลา กลายเป็น "ม้าล่อลาย" หรือ "ม้าลายล่อ".....ว่าเข้าไปนั่น ฮ่าๆๆๆ

เจ้ายีราฟ ตัวนี้ นึกว่าเจอเพื่อนด้วยกัน (ม้าลาย) เพราะเห็นลายคล้ายกัน ฮ่าๆๆๆ ทำไมวันนี้ได้อยู่นอกกรง...ทำท่าทักทาย เพราะอยากจะออกไปด้วย แต่โดนห้ามไว้ทัน  "นายห้ามออกมาเป้นอันขาด นี่คือคำสั่ง"  มันคงแปลกใจอีกอย่างวันนี้หน้าตาแปลกกว่าทุกวัน

นกกระจอกเทศ....ตอนนี้เมืองไทยเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมไปแล้ว ส่งขายเสต๊ก ...โถ..น่าอนาถ เห้นนกตัวใหย่ขนาดก็เถอะ ยังอุตสาห์ไปกินมันอีก ...เฮ้ออออ...ท่าจะอร่อยของเค้าน่ะนั่น...

อีกัวน่า เป็นสัตวาที่เรากลัวมาก เราจะเรียกมันว่า "อีน่ากัว" เห็นแล้วขนลุกทุกที แต่ไม่รู้วันนั้นไปยืนถ่ายรูปมันมาได้ยังงัย ฮ่าๆๆๆ

คนนี้คือหลานชายคนเล็กสุดที่รัก เป็นคนรักสัตว์  ชอบดูสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ ไปไหนก็ร้องขอพ่อ-แม่เค้าให้พาไปดูสัตว์

ด้านในสวนสัตว์ "นกเพนกวิน" เค้าจะสร้างเป็นห้องแอร์เย็นๆไว้ เพื่อให้นกเพนกวินได้อยู่กัน เด็กๆอีกแหละที่อยากจะเข้าไปชม ค่าบัตรเข้าชม ก็คนละ 10 บาท ลูกสาวบอกว่า เข้าไป มี นกเพนกวิน อยู่ 4-5 ตัวเอง ...ทางสวนสัตว์คงมีงบประมาณน้อยที่จะซื้อมาหลายตัว อีกอย่างบ้านเราอากาศร้อนมาก คงจะดูแลลำบาก ถ้าไม่ทำห้องเย็นๆที่ดีให้พวกเค้าอยู่กัน

December 14, 2009

มหกรรมงานไม้ดอกไม้ประดับ จังหวัดเชียงใหม่ (ต่อ)

มาดูกันต่อ ว่ายังมีอะไรที่สวยๆงามกันอีกมากมาย










คนไทยนี่เก่งมากนะค่ะ มีทั้งความคิดสร้างสรรค์และฝีมือ ในการออกแบบตกแต่งประดับดอกไม้ ออกมาได้งามไม่แพ้ชนชาติอื่นเลยจริงๆค่ะ สิ่งเหล่านี้ที่พวกเค้าได้ตั้งใจทำกัน ควรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นอย่างมากนะคะ พวกเราคนไทยด้วยกัน ก็น่าจะภูมิใจนะคะ ในความคิดและความสามารถของพวกเค้า อยากให้บ้านเมืองเราปัจจุบันนี้ มีความสดใส ความสดชื่น มีความรักใครปองดองและมีแต่รอยยิ้ม เหมือนเวลาที่เรามองดูเหล่าขบวนบุปผชาติ ที่ประดับได้สวยงามตระการตาพวกนี้นะค่ะ

มหกรรมงานไม้ดอกไม้ประดับ จังหวัดเชียงใหม่

งานมหกรรมไม้ดอก ไม้ประดับ ของจังหวัดเชียงใหม่ จะจัดขึ้นเป็นประจำของทุกปี ทุกๆปีจะมีนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศ พากันไปเที่ยวทางเหนือ เพื่อชมงานมหกรรมไม้ดอกฯ ที่ทางจังหวัดเชียงใหม่จัดขึ้น


จะมีไม้ดอกหลากหลายมากมาย ที่นำมาจัดและตกแต่งขบวนพาเรด มองดูสวยงาม เป็นที่ตื่นตา ตื่นใจของผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ท่านจะได้พบเห็นไม้ดอก-ไม้ประดับ นานาชนิดมากมายนับร้อย นับพัน ถูกนำมาประดับและตกแต่งเป็นขบวนพาเรด ตามความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละกลุ่มหรือหมู่บ้านนั้นๆ เป็นการดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว และผู้ที่ได้มาในวันนั้นเป็นอย่างมาก








ผลไม้แกะสลัก ก็นำมาตกแต่งด้านข้าง ให้เกิดความสวยงาม
ดอกไม้ ไม่ว่าจะดอกเล็ก ดอกใหญ่ ก็สามารถนำมาประดิษฐ์ประดอย จัดแต่งเข้าด้วยกันให้เกิดความงามได้เช่นกัน เป็นความคิดที่สร้างสรรค์และน่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง


ภาพถ่ายที่เห็นทั้งหมดนี้ จริงๆแล้วถ่ายเมื่อปีที่แล้ว คือครั้งที่ 32 (2551) นะคะ แล้วไม่ได้ไปถ่ายด้วยตัวเอง เนื่องจากไม่ได้กลับไทย แต่พี่สาวเป็นคนถ่ายส่งมาให้ แล้วเก็บไว้จนลืม มานึกขึ้นได้ก็ตอนเค้าจะจัดใหม่ ครั้ง 34 (2553) อีกแล้วค่ะ อิอิอิ

ต้องขอบคุณพี่สาวที่ส่งภาพถ่ายสวยเหล่านี้มาให้ชม


November 11, 2009

กราบนมัสการ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า


ต้นกำเนิดแม่น้ำมะขามเฒ่า ที่แยกตัวมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านหน้าวัดปากคลองมะขามเฒ่า 


เขตรอยแยกตัวจากแม่น้ำเจ้าพระยา เป้นแม่น้ำมะขามเฒ่า ไหลผ่านตัวอำเภอวัดสิงห์ หันคา ไปยังจังหวัดสุพรรณบุรี เรียกว่า "แม่น้ำสุพรรณบุรี" ไหลผ่านจังหวัดนครปฐม เรียก "แม่น้ำนครไชยศรี" จากนั้นไหลเข้าสู่จังหวัดสมุทรสาคร เรียก "แม่น้ำท่าจีน" แล้วไหลลงสู่อ่าวไทย ที่ อ. ท่าฉลอม  

แวะไหว้พระพรหมที่ใหญ่ที่สุด จังหวัดสิงห์บุรี


ระหว่างทางกลับไปชัยนาท เดินทางโดยใช้ถนนสายเอเซีย จากกรุงเทพฯ จะต้องผ่าน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ระยะทางประมาณ 180 กม ขับเลยมาจากวัดอัมพวัน ไม่ไกลจะเห็นวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรี หรือชื่อเดิมคือ วิทยาลัยเกษตรกรรมสิงห์บุรี ด้านข้างของวิทยาลัยฯ จะเห็นศาลพระพรหม ขนาดใหญ่ มองเห็นเด่นชัดเป็นที่น่าตื่นตาสำหรับผู้ที่ผ่านไปมา หากใครได้ผ่านไปทางนั้น ต้องได้เห็นกันทุกคน เป็นศาลพระพรหมที่หลวงพ่อจรัลฯ เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ท่านสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้คนที่ผ่านไปมา ได้แวะมากราบไหว้บูชากัน พวกเราก็เป็นหนึ่งในนั้น เลยบอกสามีว่า ขอแวะเข้าไปกราบไหว้ เพื่อเป็นศิริมงคลกับตัวเราซักครั้ง สามีก็ตกลงพาเข้าไปกราบไหว้กัน


ศาลาที่นมัสการหลวงพ่อจรัล และประวัติความเป็นมาของอำเภอพรหมบุรี

รูปภาพหลวงพ่อจรัล ขนาดใหญ่ ตั้งไว้เพื่อกราบไหว้นมัสการกัน


เป็นศาลพระพรหมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเลยทีเดียว



กราบไหว้กันแล้วก็หน้าตาสดใสกันถ้วนหน้า จากนั้นก็เดินทางต่อไปชัยนาทกัน


ภาพโดย แม่เจเจ

March 28, 2009

เที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร - Kampangpeth Historical Park

อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

ทางเข้าตั้งอยู่นอกเมืองกำแพงเพชร ไปประมาณ 5 กิโลเมตร ตามถนนสายกำแพงเพชร-พรานกระต่าย แล้วเลี้ยวซ้ายตรงกิโลเมตรที่ 360 อุทยานประวัติศาตร์กำแพงเพชร แบ่งออกเป็นโบราณสถานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ซึ่งใช้วัสดุก่อสร้างที่แตกต่างกัน ด้านตะวันออกของแม่น้ำปิงเป็นที่ตั้งเมืองกำแพงเพชร โบราณสถานจะสร้างด้วยศิลาแลงและมีขนาดใหญ่

ส่วนโบราณสถานฝั่งตะวันตกคือเมืองนครชุม ก่อสร้างด้วยอิฐและมีขนาดเล็กแต่รูปแบบศิลปะที่ปรากฏมีลักษณะร่วมสมัยระหว่างสุโขทัยและอยุธยานอกจากนี้ยังมีโบราณสถานนอกเมืองกำแพงเพชร หรือ เขตอรัญญิก ซึ่งเป็นที่อยู่ของสงฆ์ที่มุ่งในการปฎิบัติวิปัสสนาธรรม อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ระยะทาง 2 กิโลเมตร




เที่ยวบ่อน้ำพุร้อน พระร่วง จังหวัดกำแพงเพชร


ออกจากเชียงใหม่ เดินทางกลับลงมาทางลำปาง สุโขทัย สามีวางแผนว่าจะแวะค้างคืนกันที่กำแพงเพชร 1 คืน แล้วค่อนเดินทางกลับกรุงเทพในวันรุ่งขึ้น จริงๆแล้วอยากค้าง 2 คืน แต่ลูกๆ บอกเบื่อแล้ว อยากกลับบ้านเร็วๆ จริงแล้วที่เจ้าสองคนนี่เบื่อเป็นเพราะว่าเวลามาเที่ยวแบบนี้ ไม่มีอินเตอร์เนทเล่น เลยเกิดอาการเบื่อง่าย นี่แหละปัญหาลูกวัยรุ่นที่ชอบคอมพิวเตอรมากกว่าสิ่งใด
ก่อนออกมาจากบ้านพี่สาว เธอแนะนำว่าให้แวะเที่ยวบ่อน้ำพุร้อน พระร่วง ก่อนจะถึงตัวจังหวัดกำแพงเพชร เลยแวะดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง พอไปถึง ก็เห็นว่า สถานที่กว้างขวางสะอาด และร่มรื่น แต่วันที่เราไปถึง ร้อนตับแลบ เดินไม่ได้นาน เพราะทนความร้อนไม่ไหว
ประวัติของบ่อน้ำพุร้อน ขอยืมข้อมูลมาจาก กำแพงเพชรดอทคอม ก่อนแล้วกันน่ะค่ะ เพราะตัวเองเริ่มจำไม่ได้แล้วว่าอยู่ตรงไหน ของกำแพงเพชร

December 06, 2008

เที่ยวเชียงใหม่ - ลำพูน

ยังอยู่เชียงใหม่อีกวัน ทีแรกก็ตั้งใจว่าออกไปงานราชพฤกษ์แต่สามีกลัวรถติดอย่างเมื่อวาน เลยตัดโปรแกรมนี้ออกไป ว่าจะไปเที่ยวงานที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เค้ามีงานอีกเหมือนกัน เพราะเพื่อนที่เรียนจบมาด้วยกัน และหลายคนก็มาเรียนกันที่นี่ก็เยอะ โทรคุยกับเพื่อนที่มาในงาน บอกคนเยอะมาก ที่จอดรถก็หายาก เลยตัดโปรแกรมนี้อีก เป็นอันว่าวันนี้ไม่ได้ไปไหน เลยตกลงกันว่างั้นอยู่บ้านพักผ่อน สามีก็เลยมีเวลาเตรียมวางแผนเดินทางต่อตอนขากลับว่าแวะที่ไหนบ้าง

ตอนสายหน่อย พี่สาวชวนไปเดินดูของที่ตลาดนัดใกล้บ้าน จากนั้นก็ไปทานข้าวกลางวันกันที่ลำพูน กลับเข้าบ้านตอนบ่ายก็นั่งๆนอนๆเล่นอยู่ในบ้าน เป็นวันหยุดที่หยุดจริงๆ หยุดออกไปที่ไหนๆ เพราะรถติด ฮ่าๆๆๆ

วันนี้เลยไม่มีรูปเที่ยว แต่มีรูปอาหารมาฝากกันแล้วกัน เป้นร้านอาหารที่จังหวัดลำพูน พี่สาวพาไปทาน ชื่อ "ร้านคำฝ้าย" เป็นร้านอยู่ติดถนน ก่อนถึงวัด (วัดอะไรจำไม่ได้อีกแล้ว ขอโทษด้วยค่ะ รู้แต่ว่า ด้านหน้าฝั่งตรงข้ามของร้านเป็นแม่น้ำ) เป็นร้านที่จัดเหมือนบ้านพักอาศัยของคนสมัยโบราณ เป็นเรือนสองชั้น ชั้นล่างเป็นห้องโล่ง จัดโต๊ะสำหรับรับประทานอาหารไม่มาก ชั้นบน เป็นห้องโถงโล่งๆ หน้าต่างทำเป็นบานใหญ่ๆ เปิดแบบลับลมได้สบาย ส่วนผนังบ้าน เป็นฝาไม้ที่เลื่อมล้ำกัน เป้นช่องลอดเล็กเพื่อระบายลม ถ้าเป็นบ้านสำหรับอยู่อาศัยจริงๆ คงเย็นสบายน่าดู แถมใกล้แม่น้ำอีกด้วย

พวกเราขึ้นไปนั่งกันชั้นสอง มองลงมาฝั่งตรงข้าม อยากมีบ้านแบบนี้จังเลย คงเย็นสบายดีเนอะ

โต๊ะเก้าอี้ นั่งติดหน้าต่าง เห็นหน้าต่างแบบนี้ นึกถึงบ้านของเราเองตอนสมัยเด็ก หน้าต่างที่บ้านจะเป็นเหล็กเส้นแบบนี้เหมือนกัน เห็นแล้วคิดถึงบ้านหลังเก่าจัง

เดินขึ้นมาชั้นบน ถ้าเป็นบ้านที่พักอาศัย ตรงนี้ก็จะต้องเรียกว่า ห้องรับแขก นั่นเอง เป็นห้องโถงกว้างขวางดี แล้วจะมีมุมที่เค้าสร้างเป็นห้อง เหมือนห้องนอน แต่ปิดไม่ได้เปิดให้เข้าไปชมได้

โต๊ะชุดนี้ ตั้งอยู่กลางห้อง แต่เราเลือกที่นั่งติดหน้าต่างบานใหญ่นั่นได้บรรยากาศมากกว่า

ชมบ้านจนเพลินตา เพลินใจแล้ว ก็หิวแล้วหล่ะซี สั่งอาหารกันเลยแล้วกันจ้ะ กลับมาที่โต๊ะ พี่สาวจัดการสั่งอาหารมาเรียบร้อยแล้ว โดยจานแรกก็เป็นนี่เลย "ส้มตำไทย" รสไม่จัด เห็นว่าลูกสาวอยากทาน แต่พอเจอยำมะม่วง เปลี่ยนใจไม่ทานส้มตำเลย เพราะยำมะม่วงอร่อยกว่าซะอีก ฮ่าๆๆๆ

แกงจืดเต้าหู้สาหร่าย อาหารจืดสำหรับเด็กๆ มาเป็นหม้อดินเลยน่ะเนี้ย ....

ไก่ทอดน้ำปลา จานนี้อร่อย ไก่ทอดเค้าทอดได้กร๊อบบบบกรอบค่ะ ... ชอบตรงที่เค้าทอดได้แห้งและไม่มีน้ำมันเลย

ปลาสำลีแดดเดียว แล่มาเป้นชิ้นๆ ทานง่ายดีจัง เด็กๆชอบกันมาก มาคู่กันกับยำมะม่วง

จานนี้งัยหล่ะค่ะ "ยำมะม่วง" อร่อยแซ่บใช้ได้เลยค่ะ สั่งกันมาเท่านี้ ทานกัน 5 คน ค่าอาหารไม่ถึง 500 บาท โอ้โห้..ทำไมมันถึงได้ถูกแบบนี้ แถมอร่อยอีกด้วย ร้านนี้อาหารอร่อยใช้ได้ก็จริง แต่รอนานมากกกกก ตอนเราไปทานกัน ไม่มีลูกค้าเลย เพราะเลยเที่ยงไปแล้ว อาหารกว่าจะมาแต่ละอย่างได้ เล่นเอาเราเกือบโมโหหิวกันทั้งหมดเลย